xxx บอร์ดวิ่ง
xxx บอร์ดสุขภาพ
xxx บอร์ดท่องเที่ยว/จักรยาน
xxx บอร์ดผู้หญิง
xxx สภากาแฟ
 
username :
password :
 
Login โดย :
ออกจากระบบ
สมัครสมาชิกใหม
 
 
 
ค้นหาข้อมูลภายในเวบไซต์
Google
www
www.healthcorners.com
 
hirunchai
dekjukeza
Piida Jeed
kriang18
aday366
MannaRuji
s4340216
lovebeauty
tamjung
kbu2011
สมาชิกทั้งหมด 3196 คน
 
พื้นที่โฆษณาขนาด 180 x 150 pixels
สนใจติดต่อ 086-9444-777
 
 
 www.depthai.go.th
 
สนับสนุนข้อมูลสุขภาพ
ประโยชน์ของชีพจรที่นักกีฬาไม่ควรมองข้าม
คลิกเพื่อดูขนาดจริง
ชีพจร คือ อะไร
ชีพจร คือ คลื่นที่เกิดจากการหดหรือขยายตัวของหลอดเลือดแดงเนื่องการไหลผ่านของเลือด ธรรมชาติของหลอดเลือดแดงมีความยืดหยุ่นได้ และมีกล้ามเนื้อวงรอบหลอดเลือด เมื่อหัวใจบีบ 1 ครั้ง เลือดจำนวนหนึ่งจะถูกสูบฉีดเข้าไปในหลอดเลือด ดันให้หลอดเลือดแดงขยายออก เมื่อแรงดันในหลอดเลือดลดลง หลอดเลือดจะหยุ่นตัวกลับ ประกอบกับการหดตัวของกล้ามเนื้อวงรอบหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง เป็นการช่วยดันเลือดให้เคลื่อนไปสู่อวัยวะส่วนปลายต่อไป ในการทำงานของระบบการไหลเวียนเลือด หัวใจจะบีบและคลายตัวสลับกันเป็นจังหวะ หลอดเลือดจึงยืดและหยุ่นตัวเป็นจังหวะตามไปด้วย ทำให้เกิดคลื่นที่เห็นได้หรือสัมผัสได้
ตำแหน่งที่เราจะพบชีพจรมีอยู่หลายแห่งในร่ายกาย ทุกแห่งเป็นส่วนของร่างกายที่เส้นเลือดแดงอยู่ตื้นหรือใกล้ผิวหนังได้แก่ ที่บริเวณขมับ ด้านข้างของคอ ใต้ข้อมือ ข้อพับของข้อศอก ขาหนีบ ข้อพับของเข่า ข้อเท้า และหลังเท้า เป็นต้น

ชีพจรบอกอะไรเราบ้าง
การรู้จักชีพจรของตนเอง จะให้ความรู้เกี่ยวกับสภาพร่างกายของตนเองได้หลายอย่าง เช่น อัตราชีพจรเร็วหรือช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็น หรือมีการเต้น ๆ หยุด ๆ ไม่สม่ำเสมอ อาจเป็นเพราะมีความผิดปกติของระบบการไหลเวียนของเลือดอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว เมื่อทราบแล้วจะได้รีบไปรับการตรวจจากแพทย์แต่เนิ่น ๆ เป็นต้น สำหรับนักกีฬาและผู้ฝึกสอนกีฬาชีพจรยิ่งมีประโยชน์มากขึ้นไปอีก เพราะสามารถนำมาใช้ในการประเมินความสมบูรณ์ของร่างกายและจัดปริมาณการฝึกซ้อมได้ด้วย

อัตราชีพจรของคนปกติเป็นอย่างไร
ในคนปกติ อัตราชีพจรจะแตกต่างกันไปตามอายุ เพศเวลา กิจกรรมทางกาย และสภาวะทางจิตใจ ในเด็ก อัตราชีพจรจะมากกว่าผู้ใหญ่ อัตราชีพจรหญิงจะมากกว่าชาย เวลาเช้าจะน้อยกว่าเวลาบ่าย ขณะใช้กำลังกายจะมากกว่าพัก ขณะตื่นเต้นจะมากกว่าสงบ ถ้าตัดเรื่องการใช้กำลังกายและสภาวะทางจิตใจออกไปแล้ว ในผู้ใหญ่ชายจะอยู่ระหว่าง 60 - 80 ครั้งต่อนาที และหญิงอยู่ระหว่าง 70 ถึง 90 ครั้งต่อนาที
สำหรับนักกีฬา ผลจากการฝึกซ้อมจะทำให้ระบบการไหลเวียนเลือดทำงานอย่างประหยัด ในขณะพักหัวใจจะเต้นช้ากว่าคนปกติได้มาก ยิ่งเป็นนักกีฬาที่ใช้ความอดทนสูง เช่น วิ่งมาราธอน จักรยานระยะไกล อัตราชีพจรขณะพักอาจลดลงต่ำเหลือเพียง 40 ครั้งต่อนาที ( เคยตรวจพบในนักจักรยานของไทย ) หรือต่ำกว่า 33 ครั้งต่อนาที เท่าที่พบในรายงานของนักกีฬาต่างประเทศ

เมื่อมีการออกกำลังอัตราชีพจรเปลี่ยนแปลงอย่างไร
เมื่อเริ่มออกกำลัง ความต้องการเลือดของกล้ามเนื้อส่วนที่ออกกำลังจะเพิ่มขึ้น หัวใจจะต้องสูบฉีดเลือดมากขึ้น ชีพจรจึงเร็วขึ้น แต่การปรับตัวจะต้องค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ไม่ใช่เปลี่ยนจาก 70 ครั้งต่อนาทีเป็น 150 ครั้งต่อนาทีได้ทันที ถ้าเป็นการออกกำลังกายแบบความหนักไม่มากนักและคงที่สม่ำเสมอ ในระยะ 1-3 นาทีแรก อัตราชีพจรจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น เรียกว่าเป็นระยะปรับตัว และจะคงที่อยู่ถ้าความหนักนั้นไม่เปลี่ยนแปลง เรียกว่า ระยะคงที่ เมื่อหยุดออกกำลังชีพจรจะค่อย ๆ ลดลงจนสู่ระยะเดิมเรียกว่า ระยะฟื้นตัว แต่ถ้าเป็นการออกกำลังแบบเพิ่มความหนักขึ้นเรื่อย ๆ จะไม่มีระยะคงทีเพราะชีพจรจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามความหนักไปจนถึงระดับที่ชีพจรไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้อีกแม้จะเพิ่มความหนักต่อไป อัตราชีพจรในตอนนี้เรียกว่า เป็นอัตราชีพจรสูงสุดของคนผู้นั้น ซึ่งเมื่อถึงขั้นนี้แล้ว การออกำลังในระดับนั้นจะทำไม่ได้ต่อไป
อัตราชีพจรสูงสุดขึ้นอยู่กับอายุ โดยเฉลี่ยแล้วอัตราชีพจรสูงสุดในคนอายุต่ำกว่า 20 ปี จะถึง 200 ครั้งต่อนาที หรือกว่านั้นแล้วค่อย ๆ ลดลงตามลำดับตาราง

อายุ อัตราชีพจรสูงสุด
15 210
25 200
35 190
40 180
45 170
50 160
55 150
60 140

ในการแข่งขันกีฬา อัตราชีพจรของนักกีฬาระหว่างการแข่งขันจะแตกต่างกันไปตามประเภทกีฬา เกมการเล่นเทคนิค และแทคติกที่ใช้ กีฬาบางประเภท การเปลี่ยนแปลงของชีพจรตลอดระยะเวลาการแข่งขันไม่มาก เช่น นักวิ่งระยะไกล หรือจักรยานระยะไกล เมื่อพ้นระยะปรับตัวแล้วชีพจรจะค่อนข้างคงทีอยู่ในระดับต่ำกว่าชีพจรสูงสุด เช่น อยู่ระหว่าง 140 - 150 ครั้งต่อนาที เกือบตลอดระยะทาง จะมีการเปลี่ยนแปลงบ้างก็ตอนผ่อนความเร็วหรือเร่งความเร็ว ซึ่งอัตราชีพจรจะลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามไป บางครั้งตลอดเวลาการแข่งขันชีพจรอาจไม่เกิน 160 ครั้งต่อนาทีเลยก็มี ถ้าไม่ต้องมีการเร่งเพื่อแซงหรือสปริ้นเข้าเส้นชัย สำหรับกีฬาบางประเภทที่มีลักษณะไม่สม่ำเสมอ เข่น ฟุตบอล บาสเกตบอล วอลเลย์บอล แบคมินตัน ฯลฯ ในระหว่างการแข่งขันอัตราชีพจรอาจลดลงถึง 120 ครั้งต่อนาทีหรือเพิ่มขึ้นถึงกว่า 180 ครั้งต่อนาที ขึ้นอยู่กับความหนักกับเบาของเกม

อัตราชีพจรของนักกีฬากับผู้ไม่ใช่นักกีฬาแตกต่างกันอย่างไร
ชีพจรของนักกีฬาขณะพักจะต่ำกว่าผู้ที่ไม่ใช่นักกีฬาและในขณะออกกำลังกายและในการพักหลังการออกกำลังกายก็จะต่ำกว่าด้วย

กราฟที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบอัตราชีพจรของนักกีฬาและผู้ไม่ใช่นักกีฬา เมื่อออกกำลังด้วยความหนักที่คงที่สม่ำเสมอเป็นเวลานาน 7 นาทีเท่ากัน จะสังเกตความแตกต่าง 4 ประการคือ
1. อัตราชีพจรของนักกีฬาต่ำกว่า
2. ระยะปรับตัวเข้าสู่ระยะคงที่ของนักกีฬาเร็วกว่า ( ตามกราฟ 4 นาที เทียบกับ 5 นาที )
3. อัตราชีพจรในระยะคงที่ของนักกีฬาต่ำกว่า
4. ระยะฟื้นตัวเร็วกว่า

กราฟที่ 2 แสดงการเปรียบเทียบนักกีฬากับผู้ที่ไม่ใช่นักกีฬาในการออกกำลังกายแบบเพิ่มความหนักขึ้นเป็นขั้น ๆ จะสังเกตเห็นความแตกต่าง 3 ประการคือ
1. อัตราชีพจรของนักกีฬาต่ำกว่าผู้ที่ไม่ใช่นักกีฬาทุกระดับของการออกกำลังกาย
2. อัตราการเพิ่มของชีพจรของผู้ไม่ใช่นักกีฬาสูงกว่านักกีฬา ( เส้นกราฟชันกว่า )
3. เปรียบเทียบเมื่ออัตราชีพจรถึง 170 ครั้งต่อนาที ผู้ไม่ใช่นักกีฬา จะออกกำลังได้ความหนักของงาน 130 วัตต์ ส่วนนักกีฬาจะได้ความหนักของงานถึง 205 วัตต์

07:นักกีฬาจะได้ประโยชน์อะไรจากความรู้ที่เกี่ยวกับชีพจร
แพทย์การกีฬาและนักวิทยาศาสตร์การกีฬาจะนำความรู้นี้มาใช้ในการทดสอบความสมบูรณ์ของนักกีฬาได้อย่างแม่นยำในหลักการทดสอบที่ใช้ในทางปฏิบัติทั่วไป ที่นิยมใช้มีอยู่ 3 แบบ คือ
1. ให้นักกีฬาออกกำลังกายแบบคงที่ เช่น ถีบจักรยานอยู่กับที่ วิ่งบนสายพานเลื่อนแล้วศึกษาจากอัตราชีพจรในระยะคงที่ ผู้ที่อัตราชีพจรต่ำกว่าจะสมบูรณ์กว่า
2. ให้นักกีฬาออกกำลังกายแบบเพิ่มความหนักขึ้นเป็นขั้น ๆ แล้วศึกษาเปรียบเทียบปริมาณความหนักของงาน โดยกำหนดอัตราชีพจรไว้ที่ระดับใดระดับหนึ่ง เช่น 170 ครั้ง / นาที ผู้ที่เมื่ออัตราชีพจรถึง 170 ครั้ง / นาที เมื่อปริมาณความหนักของงานมากกว่า เป็นผู้ที่สมบูรณ์กว่า
3. ให้นักกีฬาออกกำลังกายแบบคงที่ แล้วศึกษาจากอัตราชีพจรในขณะที่พัก ( เช่น การทำสเต็ปเทสต์) ผู้ที่อัตราชีพจรกลับคืนเข้าสู่ระดับปกติได้เร็วกว่าเป็นผู้ที่สมบูรณ์กว่า
สำหรับนักกีฬาและผู้ฝึกสอนกีฬา การรู้จักนับชีพจรจะช่วยในการประเมินความสมบูรณ์ทางกายและการการฝึกซ้อมดังนี้

การประเมินความสมบูรณ์ทางกาย
1. ใช้อัตราชีพจรขณะพักเปรียบเทียบ ถ้าเป็นการเปรียบเทียบกับตัวเองจะต้องทำในเวลาเดียวกัน ถ้าเปรียบเทียบกับผู้อื่น นอกจากที่จะต้องอยู่
ในเวลาเดียวกันแล้ว สภาวะต่าง ๆ ของผู้ที่เปรียบเทียบต้องใกล้เคียงกันด้วย
2. ใช้อัตราชีพจรในขณะหยุดการออกกำลังกายทันที หลังหยุดออกกำลัง 3 นาที เป็นเครื่องเปรียบเทียบ ( การทดสอบทีแพทย์หรือนักวิทยาศาสตร์การกีฬาใช้บางอย่าง เช่น Step Test ทำได้ง่าย และไม่ต้องมารอุปกรณ์มาก นักกีฬาหรือผู้ฝึกสอนอาจทำเองได้ด้วย )

การฝึกซ้อม
1. ใช้ติดตามผลการฝึกซ้อม ในระหว่างการฝึกซ้อม ถ้านักกีฬานับชีพจรของตนเองทุกวันในเวลาเดียวกัน
( เวลาที่ดีที่สุดคือ ตอนตื่นนอนตอนเช้า ก่อนที่จะลุกขึ้นไปทำกิจวัตรประจำวัน ) และบันทึกเอาไว้ จะช่วยบอกได้อย่างดีว่าการฝึกซ้อมที่ดำเนินอยู่นั้นทำให้ความสมบูรณ์เพิ่มขึ้นหรือไม่ ถ้าความสมบูรณ์เพิ่มขึ้น อัตราชีพจรจะลดลง เมื่อชีพจรลดลงในระดับหนึ่งแล้วไม่ลดลงต่อไป แสดงว่าการฝึกซ้อมที่ดำเนินอยู่นั้นให้ผลในการเพิ่มความสมบูรณ์ได้เต็มที่แล้ว หากจะเพิ่มความสมบูรณ์ขึ้นไปอีก จะต้องเปลี่ยนแปลงการฝึกซ้อม โดยอาจเพิ่มความหนักหรือความนานขึ้น
ในระยะที่อัตราชีพจรลดลงจนถึงระดับคงที่มาหลาย ๆ วันแล้ว เกิดมีวันใดวันหนึ่งที่กลับสูงขึ้นไป จะเป็นข้อสังเกตที่สำคัญที่บอกว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว เกิดเจ็บป่วย หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม จำเป็นต้องหาสาเหตุต่อไป
2. ใช้กำหนดความหนักของการฝึกซ้อม ในปัจจุบันผู้ฝึกสอนกีฬาชั้นนำจะใช้อัตราชีพจรช่วยกำหนดความหนักของการฝึกซ้อมได้อย่างแม่นยำกว่าการสังเกตธรรมดา ตัวอย่างเช่น การฝึกความอดทนสำหรับกีฬาที่การแข่งขันต้องใช้เวลาติดต่อกันไปนาน ๆ ในขณะที่ฝึกความอดทนแบบสม่ำเสมออัตราชีพจรต้องไม่ต่ำกว่า 130 ครั้ง / นาที และไม่เกิน 160 ครั้ง / นาที การฝึกความอดทนของกล้ามเนื้อสำหรับกีฬาที่ต้องใช้กำลังกล้ามเนื้อเต็มที่ในช่วงเวลาสั้น ๆ เช่น วิ่ง200 เมตร ถึง 1500 เมตร ว่ายน้ำสปริ้นจะต้องฝึกแบบเป็นช่วง โดยที่ช่วงหนักอัตราชีพจรต้องสูงกว่า 160 ครั้ง / นาที ช่วงเบาอัตราชีพจรลดลง แต่ไม่ต่ำกว่า 130 ครั้ง/ นาที หรือในการฝึกเพื่อเพิ่มความเร็ว เช่น การให้สปริ้นระยะสั้น ๆแล้วพักจนหายเหนื่อยจึงให้สปริ้นใหม่ อาจใช้อัตราชีพจรเป็นเครื่องกำหนด เช่น ต้องรอให้ชีพจรลดลงต่ำกว่า 120 ครั้งต่อนาที จึงจะสปริ้นได้ใหม่เป็นต้น
นอกจากช่วยกำหนดความหนักในการฝึกซ้อมแล้ว การที่ผู้ฝึกสอนนับอัตราชีพจรของนักกีฬายังเป็นการป้องกันการตบตาของนักกีฬาได้เป็นอย่างดี นักกีฬาที่ขี้เกียจอาจแกล้งทำเป็นเหนื่อยด้วยอาการภายนอกได้ แต่จะแกล้งให้อัตราชีพจรสูงขึ้นไม่ได้ หากไม่ได้ออกกำลังตามที่กำหนด

จะนับชีพจรอย่างไร
ตำแหน่งที่สะดวกที่สุดในการนับอัตราชีพจรของนักกีฬามี 2 แห่ง คือ ที่ข้อมือ และที่ด้านข้างคอ
ที่ข้อมือ ชีพจรจะคลำได้ทางด้านฝ่ามือ ต่ำจากเส้นรอยพับของข้อประมาณ 1 นิ้ว ถึง 1 นิ้วครึ่ง ค้อนมาทางหัวแม่มือ ส่วนที่คอ ชีพจรจะคลำได้ที่มุมคาง ถัดจากลูกกระเดือกไปทางด้านข้าง ตำแหน่งที่คลำได้ของชีพจรทั้งสองแห่งอาจแตกต่างกันไปเล็กน้อยในแต่ละบุคคล
การนับอัตราชีพจรในขณะปกติ ควรนับตลอด 1 นาที ถ้าเพิ่งออกกำลังกายมา ต้องพักอย่างน้อย 10 นาที จึงจะเริ่มนับ
การนับอัตราชีพจรทันที่ที่หยุดออกกำลัง ต้องฝึกหัดให้สามารถเริ่มนับได้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ( อย่างช้าที่สุดภายใน 15 วินาที ) หากเริ่มนับช้าไป อัตราชีพจรจะลดลง แล้วทำให้ไม่ได้อัตราชีพจรที่แท้จริงของตอนสิ้นสุดการออกกำลัง ผู้ที่ชำนาญอาจเริ่มนับได้ภายใน 2 – 3 วินาที ผู้ที่ฝึกฝนเพียงไม่กี่ครั้งอาจเริ่มนับได้ภายใน 5 วินาที ซึ่งถือว่าใช้ได้ อัตราชีพจรที่นับในช่วงนี้จะนับเพียง 10 วินาที ( นาฬิกาชนิดมีเข็มวินาทีที่ใช้กันทั่วไปก็ใช้ได้ไม่จำเป็นต้องนาฬิกาจับเวลา ) แล้วคูณด้วย 6 จะได้ค่าของอัตราชีพจร ซึ่งใกล้เคียงกับอัตราชีพจรในขณะออกกำลังตอนใกล้หยุด

ที่มา : ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย
วันที่โพสต์ : 2007-09-11
 
บริษัท กรีนเทค 1282 จำกัด
39/4 ถ.ประชาราษฎร์ ต.สวนใหญ่
อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี 11000
อีเมล์ webmaster@healthcorners.com Copyright © 2004,2005,2006,2007,2008
www.healthcorners.com All rights reserved.
บทความ เนื้อหาบางส่วนของเว็บนี้ ได้เก็บรวบรวมจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ
และได้อ้างอิงถึงที่มาทั้งสิ้นหากต้องการนำไปใช้ประโยชน์ขอให้ติดต่อเจ้าของโดยตรง